สยามประเทศ ปีกุน จุลศักราช ๑๑๘๙.
รัชสมัยนี้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขด้วยการปกครองขององค์อยู่หัวผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ
การเมืองการสงครามในยามนี้ก็ยังมิได้ถือว่าสงบสุข หากแต่เหล่าชาวประชาราษฏร์กลับมิได้ต้องนึกกังวลใจอย่างที่ควรนัก แลด้วยเพราะความพร้อมทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมทั้งด้านไพร่พลทหาร
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากสงครามอีกเรื่องนั้นก็ยังคงไม่คลี่คลาย หรือไม่คงมิมีวันคลี่คลายลงไปได้เป็นแน่
นั่นคือการแย่งชิงอำนาจกันเองภายในวัง
เกิดเรื่องต่างๆขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวันภายในวังหลวงที่มากล้นไปด้วยอำนาจ สิ่งที่ประชาชนเห็นเป็นเพียงสิ่งที่ทางการต้องการให้เห็น จึงมิมีผู้ใดรับรู้ถึงการแก่งแย่งชิงดีกันในรั้วในวังที่เกิดขึ้น การแย่งชิงอำนาจยังคงเกิดขึ้นเช่นทุกยุคทุกสมัย มิว่าเป็นผู้ใดก็ฝักใฝ่ในอำนาจและเงินตรา ยอมเสียสละแทบทุกอย่างเพื่อให้ความต้องการของตนนั้นบรรลุผล
'พระมหาอุปราช สมเด็จกรมพระราชวังบวรไชยชาญ ทรงเสด็จทิวงคตด้วยพระอาการป่วยมิทราบเหตุ'
'พระนางเจ้าจามจุรี พระมเหสีฝ่ายซ้ายในองค์อยู่หัว ทรงเสด็จสวรรคตด้วยพระอาการโรคร้ายรุมเร้า'
นี่คือประกาศที่ชาวบ้านชาวเมืองได้รับรู้จากทางการ หากแต่ความเป็นจริงนั้นกลับมิมีผู้ใดปริปากพูดเลยว่าพระนางเจ้าจามจุรีนั้นได้จากไปด้วยการปลิดชีพตนเอง และพระมหาอุปราชทรงถูกลอบปลงพระชนย์
"พระมหาอุปราชทรงเสด็จทิวงคตไปได้ไม่นาน พระนางเจ้าผู้เป็นมารดาก็เสด็จสวรรคตตามไปในเวลาไม่กี่วันเช่นนี้ วังหลวงคงเหลือขั้วอำนาจเพียงฝ่ายเดียวแล้วกระมัง"
"เหตุใดออกญาท่านถึงได้ลืมเจ้าฟ้าบุรินไปเสียเล่าขอรับ พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาในพระมหาอุปราชเชียวหนาขอรับ"
"เจ้าฟ้าบุรินหรือ คงสู้พระนางเจ้าพรรณเทวีแลเจ้าฟ้าวสุทัศน์มิได้ดอก"
"..."
"เจ้าฟ้าบุรินมิเหลือผู้ใดเลยเช่นนี้มีหรือจักขึ้นเป็นพระมหาอุปราชได้"
บทสนทนาของเหล่าขุนนางข้าหลวงในรั้วในวังนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่างฟังดูเหมือนสงครามแย่งชิงอำนาจเสียเหลือเกิน
แม้นว่านอกรั้ววังจะมิมีผู้ใดทราบความเป็นไปที่แท้จริงได้ หากแต่เหล่าขุนนางออกญาในรั้วในวังก็ต่างรู้ดีว่าในรั้วในวังนั้นเกิดเหตุอันใดขึ้นบ้าง ถึงได้มีการนินทาเจ้านายเจ้าฟ้ากันสนุกปากเช่นนี้
องค์อยู่หัวนั้นพระองค์ทรงมีพระมเหสีสองพระองค์ คือพระมเหสีฝ่ายขวาพระนางเจ้าพรรณเทวี และพระมเหสีฝ่ายซ้ายพระนางเจ้าจามจุรี และทรงมีพระราชบุตรทั้งหมดที่ประสูติแต่พระมเหสีจำนวนสามพระองค์ คือพระมหาอุปราชสมเด็จกรมพระราชวังบวรไชยชาญ ผู้ประสูติแต่พระนางเจ้าจามจุรี ลำดับต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงวสุทัศน์ ประสูติแต่พระนางเจ้าพรรณเทวี และพระองค์สุดท้ายคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงบุรินธเรศ ประสูติแต่พระนางเจ้าจามจุรี
เพราะองค์อยู่หัวนั้นมีพระมเหสีสองพระองค์ซ้ำพระมเหสีทั้งสองพระองค์ยังมียศศักดิ์เท่าเทียมกัน จึงทำให้เกิดขั้วอำนาจในวังขึ้นสองฝั่งอย่างเห็นได้ชัดเจน คือฝั่งของพระนางเจ้าพรรณเทวีและฝั่งของพระนางเจ้าจามจุรี ด้วยเพราะมีพระราชโอรสด้วยกันท้ังคู่ พระนางทั้งสองจึงหวังว่าพระราชโอรสของตนนั้นจักได้ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชจวบจนขึ้นเป็นกษัตริย์ของแผ่นดินในเวลาต่อไป
การแย่งชิงอำนาจเหมือนจะจบลงหลังจากที่องค์อยู่หัวทรงสถาปนาเจ้าฟ้าไชยชาญบุตรชายคนโตขึ้นเป็นพระมหาอุปราชในวัยยี่สิบชันษา ซึ่งก็เหมือนเป็นบทสรุปแล้วว่าผู้ชนะนั้นเป็นฝ่ายของพระนางเจ้าจามจุรีผู้เป็นพระมารดาของพระองค์
หากแต่หลังจากนั้นเพียงสองปี พระมหาอุปราชสมเด็จกรมพระราชวังบวรไชยชาญก็ได้ถูกปลงพระชนย์อย่างหาผู้กระทำผิดมิได้
พระนางเจ้าจามจุรีผู้เป็นมารดาเสียใจที่เอาผิดคนร้ายมิได้ พระนางเจ้าทรงตัดสินพระทัยปลิดชีพตนเองลงในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่วัน
นั่นจึงเป็นเหตุให้ขุนนางต่างพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างสนุกปาก เพราะเห็นได้ชัดว่าตอนนี้ผู้ที่ชนะคือพระนางเจ้าพรรณเทวีเป็นแน่ แต่กลับมิมีผู้ใดพูดเลยว่าเจ้าฟ้าบุรินผู้ประสูติแต่พระนางเจ้าจามจุรี พระอนุชาในพระมหาอุปราชนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าฟ้าผู้น้องผู้ซึ่งสูญเสียพระมารดาและพี่ชายไปในเวลาใกล้เคียงกันก็เหมือนมิเหลือผู้ใดอีกแล้วในยามนี้
และเพราะเจ้าฟ้าบุรินเหลือตัวคนเดียว เหล่าขุนนางออกญาจึงได้คิดไปในแนวทางเดียวกันว่าพระองค์ไม่มีทางแย่งชิงบัลลังก์กับพี่ชายต่างแม่อย่างเจ้าฟ้าวสุทัศน์ได้อย่างแน่นอน
ศึกขั้วอำนาจได้จบลงแล้ว ผู้ชนะคือพระนางเจ้าพรรณเทวี
หากแต่...
"ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชแล้วครองราชย์เถิดเจ้าฟ้าบุริน"
"..."
"เกล้ากระหม่อมจักช่วยพระองค์เอง"
พลิช เด็กหนุ่มร่างกายงดงามเนื่องจากเป็นชายท้องได้ ผู้เติบโตมาในรั้วในวังและมีบิดาเป็นถึงเจ้าพระยาธรรมธิกรณาธบดีหรือก็คือเจ้าพระยากรมวัง ด้วยการที่พลิชเข้าออกวังมิต่างจากเป็นเรือนของตนเอง เด็กหนุ่มได้เกิดตกหลุมรักชายสูงศักดิ์เข้า
พลิชชอบพอเจ้าฟ้าวสุทัศน์ พระโอรสคนรองในองค์อยู่หัวผู้ประสูติแต่พระนางเจ้าพรรณเทวี ความรูปงามของพระองค์ทำให้พลิชตัดสินใจว่าอย่างไรก็จักต้องแต่งเข้าเป็นชายาของเจ้าฟ้าวสุทัศน์ให้จงได้
แต่แล้วความรักของพลิชก็มิได้สมหวัง
ชายที่พลิชรักและพระมารดาของพระองค์ได้ปองร้ายพยายามฆ่าพลิชให้ตายเพียงเพราะพลิชถูกสงสัยว่าเป็นผู้รู้ความลับของทั้งคู่เข้า และผู้ที่ช่วยชีวิตของพลิชเอาไว้ก็เป็นคนที่พลิชไม่แม้แต่จะเคยพูดด้วยสักคำอย่างเจ้าฟ้าบุริน
และเพราะเรื่องทุกอย่างเป็นไปเช่นนั้นพลิชที่ไม่เคยชายตามองเจ้าฟ้าบุรินมาก่อนได้เลือกที่จะลงเรือลำเดียวกันเพื่อแก้แค้น พลิชผู้โกรธแค้นเจ้าฟ้าวสุทัศน์และพระมารดาของพระองค์ที่คิดจะฆ่ากันนั้นคิดวิธีแก้แค้นอย่างอื่นอย่างใดมิออกสักทาง พลิชคิดออกเพียงแค่การชิงฉัตรแย่งชิงบัลลังก์จากอีกฝ่ายมาเท่านั้น ผู้ที่ได้ขึ้นครองราชย์จักต้องเป็นเจ้าฟ้าบุริน พระสวามีของพลิช มิใช่แม่ลูกเดรัจฉานสองตนนั่น!